ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

การใช้งาน jQuery Validation Plugin ตอนที่ 2

 

วันนี้จะมาขออธิบายการใช้งาน jQuery Validation เพิ่มเติม ในส่วนการ Config ค่าต่างๆ เพิ่มเติมที่นอกเหนือจากการเรียกใช้งานแบบปกติ ซึ่งจะสามารถทำได้โดยการประกาศกฏ เพิ่มเข้าไปในตัว validation ที่เราประกาศ ซึ่งค่าที่เราต้องจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ คือ การประกาศกฏ, ข้อความ error, กำหนดการกระทำหลังจากตรวจข้อมูลแล้ว


      $('#form1').validate({
        rules: {
            username: {
                required : true,
                minlength : 4,
                maxlength : 20
            },
            password: {
                required : true,
                minlength : 4,
                maxlength : 20
            },
            sex : "required",
            tel : {
                required : true,
                number : true,
                minlength : 9
            }
        },
        messages : {
        username: {
                required : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                minlength : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                maxlength : "กรุณากรกอกข้อมูล"

            },
            password: {
                required : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                minlength : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                maxlength : "กรุณากรกอกข้อมูล"

            },
            sex : "กรุณากรกอกข้อมูล",
            tel : {
                required : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                number : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                minlength : "กรุณากรกอกข้อมูล"

            }
       },
        submitHandler: function(form) {
            form.submit();
        }
    });

จากตัวอย่าง เป็นการกำหนดกฏ ในการตรจสอบข้อมูลที่กรอกไปแบบ คร่าวๆ จะสังเกตว่าข้อมูลชนิดไหนที่เราเช็คแค่เรื่องเดียวก็แค่ประกาศเพียงตัวเดียว ตามข้อมูลเพศ หากต้องการกำหนดเยอะ เช่น required, minlength, maxlength ก็สร้างเป็น array ซ้อนเข้าไปเหมือนตัวอย่างโดยเรียงการตรวจสอบตามลำดับที่เราเขียนไว้

        messages : {
             username: {
                required : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                minlength : "กรุณากรกอกข้อมูลอย่างน้อย 4 ตัวอักษร",
                maxlength : "กรุณากรกอกข้อมูลไม่เกิน 20 ตัวอักษร"

            },
            password: {
                required : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                minlength : "กรุณากรกอกข้อมูลอย่างน้อย 4 ตัวอักษร",
                maxlength : "กรุณากรกอกข้อมูล"

            },
            sex : "กรุณากรกอกข้อมูล",
            tel : {
                required : "กรุณากรกอกข้อมูล",
                number : "กรุณากรกอกข้อมูลเป็นตัวเลขเท่านั้น",
                minlength : "กรุณากรกอกข้อมูลอย่างน้อย 9 ตัวอักษร"

            }

ในส่วนของข้อความถ้าไม่ได้กำหนด หรือเพิ่มเข้าไป ตัว plugin จะนำข้อความพื้นฐานมาแสดง โดยอัตโนมัติ เป็นไงครับ แต่ยังไม่จบนะครับไว้จะมาอธิบายต่อใน บทความถัดไป ;)

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

การเพิ่ม Font ภาษาไทยอื่นๆ เข้าไปใช้งานใน MPDF

เนื่องมาจากผมได้มีโอกาสจับงานที่ต้องแปลงหน้าเว็บให้เป็น PDF ลองๆ หาข้อมูลก็ไปเจอเจ้าตัวนี้ MPDF  ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีให้ใช้งานอีกหลายๆ ตัว สาเหตุที่เลือกใช้งานตัวนี้เพราะมัน ค่อนข้างจะติดตั้ง และใช้งานง่าย และยังสามารถอ้างอิง CSS เข้ามาช่วยจัดหน้าตาใน PDF ได้อีกด้วย ซึ่งผลที่ได้เพี้ยนไปจากตัวจริงไม่มากครับ แต่ที่ทำให้เลือกใช้งานเพราะการเพิ่มฟ้อนท์ภาษาไทย เข้าไปนั้นค่อนข้างง่ายครับ เลยจะขอมาแนะนำดังนี้

การเขียน Force download ด้วย PHP

การทำ Force download ด้วย PHP นั้น ไม่ไช่เรื่องใหม่อะไร มีการเขียนโค้ดด้วยลักษณะนี้อยู่บ่อยๆ แต่ผมต้องนำมาแปะเป็นทริคเล็กน้อยกันตัวเองลืมครับ ประโยชน์ของมันคือในกรณีที่เราไม่สามารถเข้าไปจัดการ Apache config ได้เราสามารถใช้วิธีนี้แทนได้

การใช้งาน คำสั่ง file_exists() อย่างเข้าใจ

นี่อาจจะไม่เรื่องใหม่อะไรสำหรับ Professional ทั้งหลาย แต่ว่าสำหรับผมที่เข้าใจ และใช้งานอย่างผิดๆ มาตลอด จนบางทีก็เข้าใจว่า เราเขียนผิด หรือ คำสั่งมันใช้งานไม่ได้ วันนี้จะขอมาพูดถึงเรื่องของคำสั่ง PHP ที่ชื่อ file_exists เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับตรวจสอบไฟล์ว่ามีอยู่จริงหรือไม่? ตัวอย่างการใช้งานแบบผิดๆ ที่ผมใช้ก็คือ file_exists('/images/news/helloworld.jpg'); ผลลัพธ์ที่ได้คือ FALSE ถึงแม้ว้าจะมีไฟล์นั้นอยู่จริงก็ตาม ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว การใช้งานที่ถูกต้องคือ file_exists($_SERVER['DOCUMENT_ROOT'] . '/images/news/helloworld.jpg'); จากตัวอย่างที่ถูกต้อง ทำให้เข้าใจแบบง่ายๆ ว่าคำสั่ง file_exists นั้นใช้สำหรับเช็ค path ในโฟลเดอร์จริงๆ เท่านั้น ไม่สามารถเช็คจาก URL ได้ อันนี้เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ผมเข้าใจผิดมาอยู่นานเลยทีเดียวเลยต้องขอลงบันทึกเตือนตัวเองไว้อีกที :3