ข้ามไปที่เนื้อหาหลัก

ขั้นตอนการอัพ Laravel จาก 5.1 เป็น 5.2

ปีที่ผ่าน Laravel ได้พัฒนา framework อย่างต่อเนื่อง และโตอย่างรวดเร็วทำให้นักพัฒนาเว็บที่ใช้งานเจ้า framework ตัวนี้ต้องคอยตื่นตัวตลอดเวลา หลายๆ คนมีคำถามว่าถ้าไม่อัพได้มั้ย? คำตอบคือ ได้ แต่แน่นอน คุณจะพลาดระบบใหม่ๆ หรือการแก้ไขช่องโหว่ต่างๆ ที่เคยมีมาในเวอร์ชันก่อนๆ หลายๆ คนเลือกที่จะไม่อัพเกรดเพราะกลัวว่าจะทำให้ระบบทั้งหมดรวน เพราะแต่ละเวอร์ชันมีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก ฟังชันบางตัวก็ยกไปทำให้เราต้องมานั่งแก้ไขกันเยอะเลยทีเดียว


ถึงแม้จะมีข้อเสีย และบางครั้งอาจจะไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไป ในโลกของนักพัฒนาคงไม่มีใครอยากล้าหลัง อย่างไรก็ดี จะอัพ หรือไม่นั้น? เจ้าของโปรเจ็ค เจ้าของบริษัท แต่จะเป็นคนตัดสินใจเองว่าคุ้มค่ากับเงิน และเวลาที่จะเสียไปมั้ย?

สำหรับใครที่ตัดสินใจได้แล้วสามารถเข้าไปอ่านต่อได้เลย กับการอัพเกรด Laravel 5.1 เป็น 5.2 จากโปรเจ็คที่พัฒนามาบ้างแล้ว



ขั้นตอนแรกที่ควรทำคือ อัพเดท Composer.json โดยการเพิ่ม
symfony/dom-crawler": "~3.0" และ "symfony/css-selector": "~3.0
ลงในส่วนของ "require-dev"

แต่อย่าเพิ่งสั่งรัน Composer install หรือ update ให้เข้าเช็ค app/config.php ที่ Github ของ Laravel
เนื่องจากในเวอร์ชันนี้มีการเปลี่ยน Auth ใหม่ ดังนั้นไฟล์ app/config.php จะไม่เหมือน 5.1

ตอนนี้เราจะยังอยู่ที่ไฟล์ app/config.php แต่เลื่อนลงไปในส่วนของ provider ให้ลบ
- Illuminate\Foundation\Providers\ArtisanServiceProvider
- Illuminate\Routing\ControllerServiceProvider

แล้วสั่งรัน Composer update

*** ตรงนี้เป็นส่วนเสริมหากใครใช้ Collective Html พอมาถึงเวอร์ชัน 5.2 ได้เปลี่ยนขั้นตอนการลงให้ใน app/config.php ให้ลบออกด้วย รวมถึงในไฟล์ composer.json ด้วยนะ

แล้วเปลี่ยนมาใช้ตัวนี้แทน เพิ่มบรรทัดนี้แทนที่ html ตัวเก่า
composer.json
- "laravelcollective/html": "5.1.*"

app/config.php
Provider
- Collective\Html\HtmlServiceProvider::class

Alias
- 'Form' => Collective\Html\FormFacade::class
- 'Html' => Collective\Html\HtmlFacade::class

แล้วสั่งรัน Composer update

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

มาเข้าใจ และใช้ Datatable ดึงข้อมูลแบบ Server-side ด้วย PHP, MySQL กันเถอะ

มีช่วงหนึงผมเคยนำ datatable มาพัฒนาในงานแต่เกิดปัญหาเนื่องจากมีข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้เกิดการโหลดในครั้งแรกที่โหลดหน้าเพจนั้นๆ เนื่องจากผมใช้ Ajax ในการโหลดข้อมูลทั้งหมดมาในครั้งเดียวด้วยจำนวนข้อมูล 1000 ขึ้น ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าการทำ preload น่าจะช่วยได้ แต่ว่าถ้า user เกิดเผลอไปกด refesh หรือแก้ไขข้อมูลเวลากลับมาที่หน้าข้อมูลก็ต้องโหลดใหม่อีก ทำให้ผมเลิกใช้ datatable ไปเลย เพราะคิดว่ามันคงไม่เหมาะ

แต่ในความจริงแล้ว datatable ก็ได้มีสิ่งที่มาแก้ในจุดนั้นได้ ซึ่งเรียกว่า server-side โดยการที่อนุญาตให้เรา query ข้อมูลออกมาก่อนแล้วส่งมาให้ datatable อ่านข้อมูลในจำนวนที่น้อยลง หลักการก็เหมือนๆ กับบทความการทำสร้าง XML จากข้อมูลขนาดใหญ่นั่นแหละครับ แต่มีเงื่อนไขเพียงแต่ว่า ต้อง Filter และส่งข้อมูลออกมาในรูปแบบที่ตรงตามหลักของ datatable เท่านั้น ( บางครั้งเวลาเข้าไปอ่าน Document หรือดู Example จะงงๆ ว่าอะไรเยอะแยะ ) โดยวันนี้จะมาแนะนำการใช้งานแบบง่ายๆ กันเลย :D

การใช้งาน fputcsv() สำหรับการทำ Report CSV

เรื่องของเรื่อง ถูกมอบหมายให้ทำ Report ที่สามารถ Export ออกมาเปิดดูใน Excel ได้ ไอ้คนคิดน้อยอย่างผมก็ไม่คิดมากครับไปโหลด PHPExcel มาใช้เลยทำอยู่นาน ปรากฏว่า Project Manager มาดูเค้าก็แนะนำว่า ใช้ Library ยากไปเปลี่ยนๆ มาใช้ฟังก์ชันง่ายๆ ตัวนี้ดู

วันนี้เลยอยากจะมาแนะนำการทำ Report ออกมาเป็นไฟล์ CSV แบบง่ายๆ โดยไม่พึ่ง Library ใดๆ ผ่านฟังก์ชัน fputcsv() กันครับ ลองดูๆ

การติดตั้ง Google Analytics ด้วย Google Tag Manager

สำหรับสายงานโปรแกรมเมอร์นั้น ไม่ค่อยมีปัญหามากนักเวลาที่จะต้องแก้ไข หรือเปลี่ยน UA โค๊ดของ Analytics เพราะสามารถทำได้เอง แต่ก็นะ ถึงแม้ว่าจะง่ายแต่ในเวลาที่ไม่สะดวกจริงๆ แถมงานที่ทำส่วนใหญ่ต้องอัพผ่าน Git การจะทำอะไรแบบนั้นก็ไม่ไช่เรื่องง่ายอีกต่อไป